หลายคนคิดว่าฟังเป็นเรื่องง่าย แค่เปิดหูรับเสียงก็จบ แต่จริงๆ แล้วฟังให้เข้าใจจริงเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝน คนส่วนใหญ่ฟังแบบผิวเผิน จับใจความไม่ได้ หรือฟังไปแล้วลืมทันที ส่งผลต่อเรียน ทำงาน และสัมพันธภาพกับคนอื่น วันนี้มาเรียนรู้เทคนิคฟังให้เข้าใจจริงกัน
เตรียมตัวก่อนฟัง
ก่อนเริ่มฟังต้องเตรียมใจให้พร้อม ปิดโทรศัพท์หรือปรับเป็นโหมดเงียบ วางของอื่นๆ ที่ทำให้เสียสมาธิ หันหน้าเข้าหาผู้พูด สบตากับเขา แสดงให้เห็นว่าเราใส่ใจและพร้อมฟัง ถ้าเราไม่สบายหรือง่วงนอนควรบอกตรงๆ แล้วนัดคุยกันใหม่ ดีกว่าฟังแบบไม่มีสมาธิและเข้าใจผิด ถ้าเป็นบรรยายหรือประชุมควรมีกระดาษและปากกาเตรียมไว้จดบันทึก
ปรับทัศนคติให้ถูกต้อง เปิดใจรับฟังโดยไม่ด่วนตัดสิน แม้จะไม่เห็นด้วยก็ควรฟังให้จบก่อน อย่าคิดไปว่ารู้แล้วหรือคิดโต้แย้งในใจขณะที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ เพราะจะพลาดประเด็นสำคัญ ถ้ามีความรู้หรือประสบการณ์เกี่ยวกับหัวข้อที่จะฟังอยู่แล้ว ควรทบทวนเบื้องต้นเพื่อเชื่อมโยงความรู้เดิมกับสิ่งที่จะได้ฟัง จะช่วยให้เข้าใจง่ายและจำได้ดีขึ้น
ระหว่างฟังต้องทำอย่างไร
ตั้งใจฟังจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งฟังแต่คิดเรื่องอื่นในใจ มองหน้าผู้พูด สบตา พยักหน้า หรือแสดงสีหน้าตอบสนองตามเนื้อหา เช่น ยิ้มเมื่อเขาพูดตลก หน้าจริงจังเมื่อเขาพูดเรื่องสำคัญ แสดงให้เห็นว่าเราติดตามและเข้าใจสิ่งที่เขาพูด ผู้พูดจะรู้สึกดีและพูดต่อได้อย่างมั่นใจ ถ้าเราไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย ผู้พูดจะรู้สึกไม่มั่นใจและอาจพูดได้ไม่ดี
จับใจความสำคัญ ไม่ใช่จำทุกคำที่พูด แต่ฟังว่าประเด็นหลักคืออะไร รายละเอียดสนับสนุนมีอะไรบ้าง ข้อสรุปเป็นอย่างไร มักมีคำสัญญาณบอก เช่น “ประเด็นสำคัญคือ” “ข้อแรก ข้อสอง ข้อสาม” “สรุปแล้ว” หรือ “ที่สำคัญที่สุด” ตั้งใจฟังตรงจุดเหล่านี้พิเศษ ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจหรือไม่ได้ยินให้ถามทันทีหรือจดไว้ถามทีหลัง อย่าปล่อยผ่านไปเพราะจะงงต่อ
จดบันทึกอย่างชาญฉลาด ไม่ใช่จดทุกคำแบบเครื่องบันทึกเสียง แต่จดแค่ใจความสำคัญ คำศัพท์ใหม่ ตัวเลข วันที่ ชื่อคน หรือสิ่งที่ต้องจำ ใช้ตัวย่อ สัญลักษณ์ หรือแผนผังความคิดเพื่อให้จดได้เร็วและอ่านกลับมาเข้าใจง่าย ถ้าจดช้าเกินไปจะพลาดฟังต่อ ต้องหาสมดุลระหว่างจดและฟัง บางครั้งถ้าเนื้อหาซับซ้อนมากอาจขออนุญาตบันทึกเสียงแล้วมาฟังซ้ำและจดทีหลัง
เทคนิคฟังให้ลึกซึ้งกว่าเดิม
ฟังระหว่างบรรทัด ไม่ใช่แค่คำพูดแต่ดูน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง และภาษากายด้วย บางทีคำพูดอาจฟังดูปกติแต่น้ำเสียงบอกว่าเขาไม่พอใจ หรือคำพูดอาจดีแต่ท่าทางบอกว่าเขาไม่จริงใจ ภาษากายและน้ำเสียงบอกความรู้สึกที่แท้จริงได้ดีกว่าคำพูด โดยเฉพาะในบทสนทนาที่มีอารมณ์หรือความรู้สึกเกี่ยวข้อง ต้องฟังทั้งคำพูดและสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา
ตั้งคำถามในใจขณะฟัง ทำไมเขาถึงพูดแบบนี้ หลักฐานหรือเหตุผลคืออะไร มีทางเลือกอื่นหรือไม่ สิ่งที่เขาพูดสมเหตุสมผลหรือเปล่า เชื่อถือได้แค่ไหน มีอคติหรือมุมมองที่ลำเอียงหรือไม่ ถ้าเป็นข้อมูลสำคัญควรตรวจสอบจากแหล่งอื่นด้วย อย่าเชื่อทุกอย่างที่ได้ยินโดยไม่คิดวิเคราะห์ โดยเฉพาะในยุกข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือนมากมาย
เชื่อมโยงกับความรู้เดิม ถ้าได้ยินข้อมูลใหม่พยายามเชื่อมโยงกับสิ่งที่รู้อยู่แล้ว เปรียบเทียบความเหมือนและความต่าง วิเคราะห์ว่าข้อมูลใหม่เปลี่ยนแปลงหรือเสริมความเข้าใจเดิมอย่างไร วิธีนี้ช่วยให้เข้าใจลึกซึ้งและจำได้นานกว่าแค่รับข้อมูลมาเก็บไว้โดยไม่ประมวลผล สมองทำงานได้ดีกว่าเมื่อเชื่อมโยงข้อมูลใหม่เข้ากับโครงสร้างความรู้เดิม
หลังฟังต้องทำอะไรต่อ
ทบทวนทันทีหลังฟังเสร็จ อ่านบันทึกที่จดไว้ เติมรายละเอียดที่จำได้แต่ยังไม่ได้จด สรุปใจความสำคัญด้วยคำพูดของตัวเอง ไม่ใช่ลอกตามที่ได้ยิน ถ้าสรุปได้ด้วยคำพูดของตัวเองแสดงว่าเข้าใจจริง ถ้าสรุปไม่ได้หรือต้องใช้คำเดิมทุกคำแสดงว่ายังไม่เข้าใจดีพอ อาจต้องศึกษาเพิ่มเติมหรือถามผู้รู้
ถามคำถามเมื่อมีโอกาส ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจหรือสงสัยอย่าอายถาม ถามด้วยความสุภาพและเฉพาะเจาะจง เช่น “ผมไม่เข้าใจตรงที่คุณพูดว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้ไหม” หรือ “คุณหมายความว่าอย่างไรเมื่อพูดว่าอย่างนั้นอย่างนี้” คำถามที่ดีแสดงให้เห็นว่าเราตั้งใจฟังและอยากเข้าใจจริงๆ ผู้พูดมักยินดีตอบและชื่นชมคนที่ถามคำถามดีๆ
นำไปใช้หรือแบ่งปัน ความรู้ที่ได้จากฟังถ้าไม่นำไปใช้หรือแบ่งปันจะลืมไปเร็วมาก ลองนำไปปฏิบัติ ทดลองใช้ หรือเล่าให้คนอื่นฟัง เมื่อเราอธิบายให้คนอื่นฟังเราจะเข้าใจลึกซึ้งขึ้นและจำได้นานขึ้น ถ้าเป็นความรู้ใหม่ที่สำคัญควรจดเป็นสมุดหรือบันทึกดิจิทัลเพื่อกลับมาทบทวนได้ในอนาคต
ข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง
อย่าแสร้งฟังขณะที่คิดเรื่องอื่นหรือเตรียมคำตอบ ผู้พูดรู้สึกได้และจะไม่พอใจ เราก็พลาดประเด็นสำคัญ ถ้าจริงๆ แล้วไม่สามารถตั้งใจฟังได้ควรบอกตรงๆ และขอคุยกันใหม่ ดีกว่าแสร้งฟังแล้วเข้าใจผิดหรือพลาดข้อมูล อย่าขัดจังหวะกลางคัน ให้ผู้พูดพูดให้จบก่อนแล้วค่อยถามหรือแสดงความคิดเห็น ถ้าขัดจังหวะบ่อยๆ ผู้พูดจะรำคาญและพูดต่อไม่ได้ดี
อย่าตัดสินก่อนฟังจบ บางทีเราอาจไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาพูดตั้งแต่ต้น แต่ควรฟังให้จบก่อนจะตัดสิน เพราะเขาอาจมีเหตุผลหรือข้อมูลที่เราไม่รู้ หรือเราอาจเข้าใจผิดตั้งแต่แรก ถ้าตัดสินเร็วจะพลาดโอกาสเรียนรู้สิ่งใหม่และอาจทะเลาะกับคนอื่น อย่ามัวแต่เตรียมคำตอบหรือคำโต้แย้งในใจขณะที่อีกฝ่ายยังพูดอยู่ จะทำให้ไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดต่อและอาจตอบผิดประเด็น
อย่าฟังแบบเลือก คือฟังแต่สิ่งที่ตรงกับความเชื่อหรือความต้องการของเราและละเลยที่เหลือ นี่เป็นอคติที่หลายคนมีโดยไม่รู้ตัว ทำให้เข้าใจผิดและตัดสินใจผิด ต้องพยายามฟังทุกอย่างอย่างเท่าเทียมกันและพิจารณาอย่างเป็นกลาง แม้จะไม่ชอบหรือไม่เห็นด้วยก็ควรฟังและเข้าใจเหตุผลของอีกฝ่าย
การฟังให้เข้าใจจริงต้องเตรียมตัวก่อนฟังด้วยปิดสิ่งรบกวนและเปิดใจรับฟัง ระหว่างฟังต้องตั้งใจจริงๆ ไม่ใช่แค่นั่งฟัง มองหน้าผู้พูด จับใจความสำคัญ จดบันทึกอย่างชาญฉลาด ฟังทั้งคำพูดและภาษากาย ตั้งคำถามในใจ และเชื่อมโยงกับความรู้เดิม หลังฟังต้องทบทวนทันที ถามคำถามเมื่อสงสัย และนำไปใช้หรือแบ่งปัน หลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดอย่างแสร้งฟัง ขัดจังหวะ ตัดสินเร็ว เตรียมคำตอบล่วงหน้า และฟังแบบเลือก ถ้าฝึกฝนเทคนิคเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะฟังได้ดีขึ้นมาก เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เรียนรู้ได้เร็วขึ้น และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง



